พาไปรู้จักกับ “ชา” 5 ชนิด ที่ได้รับความนิยมที่สุดโลก

พาไปรู้จักกับ “ชา” 5 ชนิด ที่ได้รับความนิยมที่สุดโลก

พาไปรู้จักกับ “ชา” 5 ชนิด ที่ได้รับความนิยมที่สุดโลก หนึ่งในเครื่องดื่มที่ครองใจคนทั่วโลกตลอดกาลคงหนีไม่พ้น “ชา” เพราะด้วยความที่มันมีรสชาติกลมกล่อม กลิ่นหอมชวนผ่อนคลาย และยังมีคุณประโยชน์ช่วยบำรุงร่างกายมากมาย ซึ่งประเพณีหรือวัฒนธรรมในการดื่มชานั้น ถือเป็นกิจกรรมยามว่างที่เป็นสากลมาก ๆ

โดยในปัจจุบันเรามักจะพบเห็น “ชา” เป็นเมนูเครื่องดื่มประจำตัวของใครหลายคน อีกทั้งยังเป็นเครื่องดื่มที่ทุกครัวเรือน และทุกสำนักงานต้องมี เช่นเดียวกับเครื่องดื่มกาแฟ วันนี้เราจึงได้รวบรวมชาชนิดต่าง ๆ มาให้เพื่อน ๆ ได้ทำความรู้จักกัน โดยจะมีชนิดใดบ้างไปดูกันเลยค่ะ

1. เซนฉะ (Sencha)

เซนฉะ (Sencha)

เซนฉะ (Sencha) เป็นชาที่นิยมบริโภคมากที่สุดในญี่ปุ่น มักจะปลูกในสวนเปิดโล่งให้ได้รับแสงแดด ใบชาที่จะนำไปทำเซนฉะ (Sencha) จะมีการเก็บเกี่ยวในช่วงแรกหรือช่วงที่สองของฤดูเก็บเกี่ยว ซึ่งทางเกษตรกรจะคัดเฉพาะใบชาอ่อนเท่านั้น กรรมวิธีในการผลิตเซนฉะ (Sencha) จะเริ่มจากการนำใบชาไปนึ่งเพื่อหยุดกระบวนการออกซิเดชั่น ช่วยรักษาสีของใบชา รสชาติ และสารอาหารในชา แล้วจึงนำไปนึ่ง

โดยที่กรรมวิธีในการนึ่งนั้นแบ่งออก 3 วิธี ได้แก่ Asamushi Sencha เป็นการนึ่งในระยะสั้นเพียงแค่ 20-30 วินาที ซึ่งจะช่วยคงความสดของใบชา ไม่แตกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย ซึ่งน้ำชาที่ได้จากใบชาที่ผ่านการนึ่งประเภทนี้จะมีสีเขียวเหลืองนวล วิธีถัดมา เรียกว่า Chuumushi Sencha เป็นการนึ่งในระยะเวลาปานกลางราว ๆ 30-60 วินาที บางครั้งเราอาจจะแยกไม่ออกว่าใบชาชนิดนี้ผ่านการนึ่งประเภทไหนมา เพราะใบชาที่ผ่านการนึ่งชนิดนี้บางยี่ห้อก็สีเข้ม บางยี่ห้อก็ดูสีอ่อน

2. เกงไมฉะ (Genmaicha)

เกงไมฉะ (Genmaicha)

เกงไมฉะ (Genmaicha)เกิดจากการแปรรูปชาเขียวชนิดอื่นนำมาผสมกัน เช่น นำชาเขียวบังฉะหรือชาเขียวเซนฉะไปผสมกับเก็นไม (Genmai) หรือข้าวกล้องนั่นเอง ซึ่งกรรมวิธีในการผลิตคือ นำชาไปผ่านการนึ่งก่อนแล้วจึงนำไปผสมกับข้าวกล้อง จากนั้นจึงคั่วจนเป็นสีน้ำตาล โดยที่ชาเขียวเกงไมฉะนั้น ในสมัยก่อนจะนิยมดื่มในหมู่ชาวบ้านที่ยากจน แต่ปัจจุบันนิยมดื่มกันอย่างแพร่หลาย จุดเด่นของชาชนิดนี้คือ ความหอมของข้าวกล้องคั่วที่โดดเด่นออกมา ทำให้ดื่มง่ายและรู้สึกสดชื่น

อีกทั้งยังทำให้มีรสฝาดของชาน้อยลง และเนื่องจากมีส่วนผสมของข้าวกล้องจึงทำให้มีคาเฟอีนน้อยกว่าชาเขียวประเภทอื่น สำหรับวิธีการการต้มชาเขียวชนิดนี้ แนะนำให้ใช้น้ำร้อนที่มีอุณหภูมิประมาณ 80–85 ° C และใช้เวลาต้มชาที่ประมาณ 3-5 นาที หากต้มนานกว่านี้จะทำให้ชามีรสฝาดมากขึ้น

3. มัทฉะ (Matcha)

มัทฉะ (Matcha)

ชาเขียวผง หรือที่เรียกกันว่า มัทฉะ เป็นชาเขียวที่แตกต่างจากชาเขียวประเภทอื่นตรงที่มีลักษณะเป็นผงละเอียดที่ทำจากการบดใบชาเขียวยอดอ่อน มัทฉะ (Matcha) ผลิตจากต้นชา Camellia Sinensis ซึ่งแหล่งปลูกชาที่มีชื่อเสียงสำหรับทำมัทฉะนั้น อยู่ในสองภูมิภาคของญี่ปุ่นคือ เมืองอุจิในจังหวัดเกียวโต และเมืองนิชิโอะในจังหวัดไอจิ เนื่องจากมีสภาพภูมิอากาศ และดินที่เหมาะกับการเพาะปลูกต้นชาประเภทนี้ การปลูกต้นชานั้น จะมีการคลุมต้นชาไม่ให้โดนแสงแดดโดยตรงในช่วงสามสัปดาห์ก่อนเก็บเกี่ยว เพื่อเป็นการช่วยต้นชาผลิตคลอโรฟิลล์ในใบชาให้มากขึ้น ซึ่งจะทำให้ใบชามีสีเขียวสด และเป็นเอกลักษณ์อันโดดเด่นของมัทฉะ นอกจากนี้การบดบังต้นชาไม่ให้โดนแสงแดด ยังช่วยเพิ่มกรดอะมิโน L-theanine และช่วยรักษารสชาติอูมามิของใบชาให้มีความกลมกล่อมมากขึ้น และมีรสฝาดน้อยลง

อีกทั้งจากงานวิจัยพบว่า การดื่มชาเขียวมัทฉะ จะได้คุณประโยชน์จากสารคาเทชินมากกว่าการดื่มชาประเภทอื่น เพราะต้องดื่มใบชาที่ถูกบดเป็นผงละเอียด ทำให้ได้รับสารอาหารมากกว่า เนื่องจากกรรมวิธีตั้งแต่การเพาะปลูก เก็บเกี่ยว ไปจนถึงการบดชาเขียวให้กลายเป็นผงนั้นมีความซับซ้อนและพิถีพิถัน จึงทำให้ชาเขียวมัทฉะเกรดดี (สังเกตได้จากสีของชาเขียว ยิ่งเข้มยิ่งถือว่ามีคุณภาพดี) มักจะมีราคาสูง เหมาะกับการนำไปชงดื่มมากกว่า เช่น ใช้ในงานพิธีที่เป็นการงาน หรือ นิยมนำไปใช้ในพิธีชงชาของญี่ปุ่น ที่ทานคู่กับวากาชิ (ขนมญี่ปุ่น)

4. บังฉะ (Bancha )

บังฉะ (Bancha )

บังฉะ (Bancha) ใช้วิธีการเพาะปลูกและแปรรูปแบบเดียวกับเซ็นฉะ (Sencha) แต่จะมีคุณภาพของชาเขียวที่ด้อยกว่า เพราะบังฉะจะใช้ใบชาแก่ที่ได้จากการเก็บเกี่ยวในภายหลัง ในช่วงที่สามหรือสี่ของฤดูเก็บเกี่ยว ใบชาแก่จะมีลักษณะใบใหญ่ขึ้นและหยาบกว่ายอดชา หรือใบชาอ่อนที่ถูกเก็บเกี่ยวในช่วงแรกของปี ด้วยเหตุนี้ ชาเขียวบังฉะ

จึงมีราคาที่ต่ำกว่าชาเขียวญี่ปุ่นชนิดอื่น และวิธีที่ง่ายที่สุดในการแยกความแตกต่างระหว่างเซ็นฉะ (Sencha) และบังฉะ (Bancha) คือ การดูจากราคาประกอบนั่นเอง สำหรับรสชาติของชาเขียวบังฉะนั้น จะยังคงมีกลิ่นหอมจากใบชา แต่จะมีรสของชาที่อ่อนกว่า โดยเฉพาะความกลมกล่อมที่น้อยกว่าเซ็นฉะ

5. เกียวคุโระ (Gyokuro)

เกียวคุโระ (Gyokuro)

เกียวคุโระ (Gyokuro) เป็นชาที่มีคุณภาพสูง โดยชาชนิดนี้ จะถูกดูแลอย่างดีในร่ม ไม่ให้โดนแดดก่อนเก็บประมาณ 3 อาทิตย์ และจะเก็บเป็นชาแรกของปี โดยคัดแต่ยอดอ่อนใบชา หลังจากเก็บใบชาจะถูกอบและนวด จึงทำให้ใบชาม้วนตัวเรียว ชาที่ได้จะเป็นสีเขียวเข้ม รสหวานกลมกล่อม และมักจะดื่มกันในงานพิธีการ เกียวคุโระ (Gyokuro) เป็นชาชนิดที่หายากมากที่สุด มีราคาสูง และเป็นชาเขียวเกรดที่ดีที่สุดในบรรดาชาเขียวทั้งหมด

เนื่องจากมีรสชาติที่เป็นเอกลักษณ์มากกว่าชนิดอื่น ๆ กล่าวกันว่ามีรสหวานนิด ๆ ของใบชา ช่วยเรียกน้ำย่อยได้ดี ซึ่งกรรมวิธีก่อนเก็บเกี่ยวชาประเภทนี้คือ การคลุมต้นชาไม่ให้โดนแสงแดดเป็นเวลา 20 วัน คล้ายกับชาเขียวมัทฉะ เพื่อเพิ่มระดับกรดอะมิโน ซึ่งจะช่วยสร้างรสหวานนิด ๆ ในต้นชา และหลังจากผ่านกระบวนการเก็บเกี่ยว เกียวคุโระก็ใช้กรรมวิธีการนึ่งเช่นเดียวกับเซ็นฉะ ซึ่งเกียวคุโระนั้นจะถูกนึ่งที่อุณหภูมิประมาณ 50°C                

เป็นอย่างไรกันบ้างคะ สำหรับ พาไปรู้จักกับ “ชา” 5 ชนิด ที่ได้รับความนิยมที่สุดโลก หลายคนอาจมองว่าการดื่มชาเป็นเพียงเทรนหรืออะไรที่ทำกันตาม ๆ มาตั้งแต่สมัยบรรพบุรุษ แต่จริง ๆ แล้ว การดื่มชาเป็นการเสริมสร้างและพัฒนาสุขภาพอย่างหนึ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “ชาสมุนไพร” ที่มีสารอาหารและสรรพคุณที่ดีต่อร่างกาย และยังสามารถป้องกันจากโรคร้ายต่าง ๆ นอกจากนั้นแล้วยังสามารถช่วยในการลดน้ำหนักได้เป็นอย่างดีอีกด้วย

บทความแนะนะ

ไอเดียการปลูกผักไว้กินเอง สำหรับคนอยู่คอนโด แบบ “Regrow Again”

QR CODE ตัวช่วยธุรกิจค้าปลีกยุคใหม่ ที่ผู้ประกอบการควรรู้!!