ออฟฟิศซินโดรม มีทางเเก้อย่างไร?

ออฟฟิศซินโดรม มีทางเเก้อย่างไร?

ออฟฟิศซินโดรม มีทางเเก้อย่างไร?

ออฟฟิศซินโดรม มีทางเเก้อย่างไร? เป็นปัญหาที่ถือว่าทุกคนต้องเคยประสบพบเจอกันมาเเน่นอน โดยเฉพาะบุคคลที่ทำงานออฟฟิต เพราะเนื่องจากการนั่งทำงานที่นานๆ เเล้วยังมีอีกหลายสาเหตุที่ทำให้เกิดโรคนี้นั่นเอง วันนี้เราจึงได้นำวิธีเเก้มาฝากทุกคน เราไปดูกันว่ามีวิธีป้องกันอย่างไรกันบ้าง ไปดูกันเลย

ออฟฟิศซินโดรม มีทางเเก้อย่างไร?

วิธีเเก้ไข(ชั่วคราว)

วิธีนี้เหมาะสำหรับคนที่ทนปวดหลัง ปวดร่างกายเเบบไม่ไหว เเละต้องการที่จะเเก้ไขด่วน!! เป็นวิธีที่เห็นผลได้อย่างรวดเร็ว เเต่เราไม่ขอเเนะนำให้ทำบ่อย

1. กินยา

ออฟฟิศซินโดรม มีทางเเก้อย่างไร?
Closeup on young woman eating pill

วิธีนี้เป็นหนึ่งในวิธีที่เห็นผลได้เร็วที่สุดโดยที่กินปุ๊ป อาการของคุณจะดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัดภายใน 1 วัน โดยปกติแล้วยาแก้ไขอาการออฟฟิศซินโดรมจะมีอยู่ 2 อย่างคือยาแก้ปวดและยาคลายกล้ามเนื้อ ซึ่งคุณสามารถไปโรงพยาบาลให้หมอตรวจแล้วให้หมอสั่งจ่ายยาก็ได้ (แต่วิธีนี้จะค่อนข้างแพง) ทางเลือกก็คือไปปรึกษาเภสัชกรที่ร้านขายยาอย่างเช่น Boots หรือ Watson ราคาจะถูกกว่าค่อนข้างมาก

  • ข้อด้อยของวิธีนี้ก็คืออาการของคุณจะกลับมาเป็นเหมือนเดิมภายใน 3-4 วันถ้าคุณไม่กินยา
  • วิธีนี้การนี้เป็นวิธีการแก้ไขปัญหาที่ปลายเหตุ แนะนำให้ใช้เฉพาะตอนที่จำเป็นเท่านั้น

2. ฉีดยาแก้ปวด

ออฟฟิศซินโดรม มีทางเเก้อย่างไร?

วิธีนี้เป็นวิธีที่เห็นผลได้เร็วที่สุดตั้งแต่เคยทดสอบมา อาการของคุณจะดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัดภายในไม่กี่ชั่วโมง โดยปกติแล้วเวลาไปโรงพยาบาลหมอจะไม่ค่อยแนะนำวิธีนี้ ยกเว้นเสียแต่ว่าคุณจะครวญครางและคุณบอกว่าคุณทนไม่ได้แล้ว อาจจะจำราคาเป๊ะๆ ไม่ได้ แต่น่าจะอยู่ที่หลักพันต่อเข็ม

  • ข้อด้อยของวิธีนี้ก็จะคล้ายกับวิธีที่แล้ว ฤทธิ์ของยาจะอยู่กับคุณแค่อย่างมากก็แค่ 1 อาทิตย์
  • วิธีนี้เรียกได้ว่าเป็นวิธีการแก้ไขปัญหาที่ปลายเหตุสุดๆ แนะนำให้ใช้เฉพาะตอนที่คุณรู้สึกว่าไม่ไหวแล้วเท่านั้น

3. ฝังเข็มและครอบแก้ว

ฝังเข็มและครอบแก้ว

2 วิธีนี้เป็น 2 วิธีที่มักจะถูกทำคู่กัน ซึ่งทั้ง 2 วิธีนี้ดูเหมือนจะเจ็บแต่จริงๆ แล้วไม่เจ็บสักเท่าไหร่ ฝังเข็มช่วยให้กล้ามเนื้อคลาย ส่วนครอบแก้วช่วยให้ร่างกายผ่อนคลาย

ข้อด้อยของการฝังเข็มคือทุกครั้งที่เข็มแทงเข้าไปที่ตัวคุณ คุณจะรู้สึกเจ็บจี๊ดๆ (ไม่เหมาะกับคนกลัวเข็ม) ส่วนข้อด้อยของการครอบแก้วคือแผ่นหลังของคุณจะมีรอยแดงกลมๆ 10 กว่าที่เป็นเวลาอาทิตย์กว่าๆ เพราะฉะนั้นคนที่ต้องถอดเสื้อบ่อยๆ (เช่นตอนอาบน้ำที่ฟิตเนส) อาจจะรู้สึกอาย

  • วิธีนี้เหมาะกับที่คนที่ต้องการลองแพทย์แผนทางเลือกและไม่ต้องการรักษาด้วยยา
  • ราคาของการฝังเข็มและครอบแก้วจะอยู่ที่ 500-1,000 บาทต่อครั้ง

4. ฝังเข็มแห้ง (Dry Needling)

ฝังเข็มแห้ง (Dry Needling)

หลักการทำงานของ Dry Needling มีอยู่ 3 ขั้นตอนคือ 1. แทง 2. ควง 3. ทะลวง (อันนี้ไม่เป็นทฤษฏีอะไร แต่เป็นแค่ข้อสรุปจากที๋โดนมา ฮา) สิ่งที่นักฝังเข็มทำก็คือแทงเข็มลงไปในพื้นที่ที่เป็น Office Syndrome จากนั้นก็ควงและทะลวงเพื่อให้กล้ามเนื้อตรงส่วนนั้นคลายตัว

เมื่อเทียบกับการฝั่งเข็มแบบจีน (Acupuncture) แล้ว อย่างแรกที่รู้สึกเลยคือเจ็บกว่ามาก แต่ก็ให้ผลลัพธ์ที่ดีมากกว่ามากเช่นเดียวกัน

5. ทำกายภาพบำบัด

การทำกายภาพบำบัดก็คือการที่นักกายภาพจะสอบถามอาการและทำการนวดจุดที่คุณปวดพร้อมกับดัดแขนดัดขาคุณและการประคบร้อน บางครั้งอาจจะมีการฉายแสง UV ควบคู่ไปด้วย การทำกายภาพบำบัดจะให้ผลลัพธ์คล้ายๆ กับการฝังเข็มและครอบแก้ว คือรู้สึกดีในช่วงที่ทำเสร็จ แต่พอเวลาผ่านไปหรือพอครั้งถัดๆ ไปก็ไม่ได้ช่วยเท่าไหร่นัก

ข้อควรระวัง:การนวดไทยแบบที่ไปนวดที่ Healthland ช่วยให้สบายตัวแต่ไม่ได้ช่วยให้อาการออฟฟิศซินโดรมดีขึ้น

  • ราคาของการทำกายภาพบำบัดจะอยู่ที่ 500-1,000 บาทต่อครั้ง

วิธีการแก้ไข (แบบระยะยาว)

วิธีนี้เหมาะสำหรับคนที่ต้องการเเก้ไข ที่ต้นเหตุเห็นผลช้าเเละใช้เวลานาน เเต่ผลที่ได้ออกมานั้นรับรองดีเเน่นอน เราขอเเนะนำเลยค่ะ

1. ออกกำลังกาย

ออกกำลังกาย

การว่ายน้ำช่วยให้ได้ขยับทุกสัดส่วนของร่างกาย (โดยเฉพาะในส่วนที่ปวดอย่างไหล่และบ่า) ซึ่งหลังจากที่ว่ายมาได้ 1-2 เดือน (สัปดาห์ละ 1-2 ครั้ง) รับรองว่าอากาดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัดเเน่นอน

โยคะอาจจะเป็นสิ่งที่ยากสำหรับเราในช่วงเริ่มต้นเพราะตัวแข็ง แต่พอทำๆ ไปตัวก็จะค่อยๆ อ่อนขึ้น ข้อดีของการเล่นโยคะคือคุณสามารถเล่นได้ทุกที่ ทุกเวลา โดยปกติถ้าวันไหนมีเวลา (และความขี้เกียจไม่เข้าครอบงำ) ในช่วงก่อนนอน เราจะเปิดแอปพลิเคชันชื่อว่า Daily Yoga และก็เล่นตามสัก 15-20 นาที

2. เปลี่ยนพฤติกรรมการทำงาน

ข้อนี้เป็นของที่แก้ปัญหาที่ต้นเหตุมากที่สุด เพราะสาเหตุที่ปวดบ่ากับไหล่นั้นเกิดมาจากการนั่งท่าเดิมซ้ำๆ และสาเหตุของการนั่งท่าเดิมซ้ำๆ นั้นเกิดมาจากงานที่ทำ การเปลี่ยนงานเป็นสิ่งที่ทำได้ยาก แต่การเปลี่ยนพฤติกรรมในการทำงานยังสามารถทำได้อยู่

สิ่งแรกที่เปลี่ยนได้ง่ายและควรเปลี่ยนคืออุปกรณ์ในการทำงานซึ่งได้แก่โต๊ะและเก้าอี้ที่ช่วยให้คุณนั่งทำงานได้ตามหลักการยศาสตร์ (Ergonomics) ปัจจุบันนี้ใช้โต๊ะทำงานแบบธรรมดา (ถ้าจะให้ดี แนะนำให้ใช้โต๊ะทำงานแบบปรับระดับได้)

วิธีนั่งที่ถูกต้อง แก้ปัญหา “ออฟฟิศซินโดรม” ตรงจุด

ถ้าหากว่าเรานั่งตัวงอ หรือหลังค่อม จะทำให้เสียลุค แต่อันตรายของท่านั่งเหล่านี้คือ ทำให้หมอนรองกระดูกเกิดแรงกดทับมากเกินไป จนเป็นต้นเหตุให้เกิดอาการปวดเกร็ง เพราะกล้ามเนื้อและเส้นเอ็นโดนกดทับ ซึ่งในระยะยาวอาจนำไปสู่ภาวะหมอนรองกระดูกเคลื่อน หรือหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาทได้

เปลี่ยนแปลง “อิริยาบถ”

การขยับตัวทุกชั่วโมง คือวิธีแก้ “ออฟฟิศซินโดรม” การทำงานที่บ้าน ทำให้โอกาสที่จะมีกิจกรรมแอคทีฟระหว่างวันหายไปทันตา เพราะจากนี้โลกทั้งใบถูกย่อมาไว้ในโลกออนไลน์ทั้งหมด ไม่ว่าจะประชุมกลุ่มใหญ่ กลุ่มย่อย ชิทแชตกับเพื่อนร่วมงาน หรือนัดกินข้าวกับเพื่อนก็ต้องทำผ่านหน้าจอ ทำให้วันทั้งวันแทบไม่มีโอกาสขยับออกมาจากหน้าจอ ซึ่งพฤติกรรมเหล่านี้ล้วนเป็นผลเสียต่อสุขภาพ ทำให้กล้ามเนื้อและกระดูกต้องรองรับน้ำหนักและแรงกดทับนานเกินไป ระบบไหลเวียนเลือดหมุนเวียนไม่ดี ทำให้แขนขาอ่อนแรง อาการเหน็บชาเริ่มถามหา

ทางที่ดีน่าจะลองหันมาตั้งนาฬิกาชีวิตใหม่ ด้วยการเตือนตัวเอง ให้ลุกขึ้นมาขยับอย่างน้อยทุก 1 ชั่วโมง อาจจะลุกขึ้นมายกแขน ขา หมุนคอ เดินออกไปสูดอากาศหน้าบ้าน หรือบิดขี้เกียจก็ยังดี เพื่อให้กล้ามเนื้อหลังได้เหยียดคลาย และลดแรงกดบริเวณสะโพกและข้อเข่า ที่สำคัญยังเป็นการเผาผลาญแคลอรีไปในตัว ส่วนใครที่ต้องเพ่งหน้าจอนานๆ จนรู้สึกตาล้า อาจพักตาจากหน้าจอ หันไปมองดูสิ่งรอบตัวประมาณ 10 วินาที แล้วค่อยสลับกลับมามองจออีกครั้ง

ดื่มน้ำ แก้ได้

ดื่มน้ำ แก้ได้

การดื่มน้ำน้อย ก็ทำให้เกิดอาการปวดตามข้อและหลังได้ เพราะบริเวณกระดูกอ่อนที่มีชั้นของคอลลาเจน มีน้ำเป็นส่วนประกอบมากถึง 80% นอกจากนี้ข้อต่อต่างๆ ตามร่างกาย ซึ่งมีหน้าที่รองรับกระดูกสันหลังและดูดซับแรงกระแทก ยังต้องอาศัยน้ำเพื่อหล่อเลี้ยงข้อ ดังนั้นหากขาดน้ำ จะส่งผลให้กระดูกและข้อไม่สามารถดูดซับแรงกระแทกได้ดีเท่าที่ควร และเกิดการเสียดสีกันโดยไร้ชั้นกันชน พอบวกกับพฤติกรรมนั่งท่าเดิมนานๆ ก็อาจส่งผลให้เกิดอาการเจ็บปวดหรือบาดเจ็บได้ง่ายขึ้น

ดังนั้นเพื่อเป็นการเตือนตัวเองทางอ้อม ให้จิบน้ำเติมความสดชื่นให้ร่างกายบ่อยๆ ลองใช้เทคนิคการวางขวดน้ำ 1.5 ลิตร มาวางไว้ที่โต๊ะทำงาน เพื่อจะได้หยิบมาจิบได้ตลอดช่วงเวลาทำงาน และดื่มให้หมดขวดในแต่ละวัน ถือเป็นเช็กลิสต์ว่า…วันนี้เราดื่มน้ำได้ครบตามปริมาณที่แนะนำแน่นอน หลายคนอาจไม่รู้ว่า ผู้ใหญ่มีการสูญเสียน้ำประมาณ 2.5 ลิตรต่อวัน แต่เนื่องจากร่างกายของคนเราจะได้รับน้ำที่ประกอบอยู่ในอาหารและน้ำ ที่ร่างกายผลิตขึ้นจากกระบวนการเผาผลาญอาหารอยู่แล้วประมาณ 1 ลิตร ดังนั้นถ้าเราดื่มน้ำสะอาดให้ได้อย่างน้อยวันละ 1.5 ลิตรต่อวัน ก็จะสามารถทดแทนน้ำส่วนที่เสียไปได้อย่างเพียงพอ ช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นให้กระดูกและข้อต่อ และยังช่วยหล่อเลี้ยงร่างกายให้รู้สึกสดชื่น สมองปลอดโปร่ง ทำงานได้ตลอดทั้งวัน

บทความต่อไปเรา พาไปรู้จักกับ “ชา” 5 ชนิด ที่ได้รับความนิยมที่สุดโลก เเต่ถ้าหากเป็นคนที่รักสวยรักงาม เรามีข้อมูลดีๆมา แนะนำ 5 คุชชั่น ที่คุณสาวๆ ไม่ควรพลาด!